We have 2 guests online
www.dict2u.com
"พินอิน" ไม่ยากอย่างที่คิด ที่นี่มีคำตอบ
พินอินคืออะไร ?

      ตัวหนังสือจีนเป็นตัวหนังสือรูปภาพ ไม่ใช่ตัวหนังสือที่เกิดจากการประสมพยัญชนะแบบภาษาไทยหรืออังกฤษ ทำให้ชาวต่างชาติที่เริ่มเรียนภาษาจีนประสบปัญหาการเรียนมาก แม้กระทั่งคนจีนเองก็เช่นกัน การจะจำตัวหนังสือให้ได้มากๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย เพื่ออำนวยความสะดวกในการเรียนตัวหนังสือจีน คนจีนจึงได้ประดิษฐ์ชุดอักษรที่ใช้ในการสะกดเสียงตัวหนังสือจีนหรือ “สัทอักษร”ขึ้นมา

 

      ปัจจุบันนี้มีสัทอักษรใช้กันอยู่สองแบบใหญ่ๆคือ แบบ จู้อิน ZhuYin และแบบ พินอิน PinYin โดยจู้อินนั้นนิยมใช้ในไต้หวัน สิงคโปร์ ส่วนพินอิน นิยมใช้กันมากในจีนแผ่นดินใหญ่ และประเทศอื่นๆที่มีการติดต่อกับจีนแผ่นดินใหญ่ หรือขออาจารย์จากจีนแผ่นดินใหญ่ไปช่วยสอน รวมถึงประเทศไทยด้วย ทุกวันนี้การสอนภาษาจีนส่วนใหญ่ในประเทศไทยก็ใช้พินอิน

      จู้อินและพินอิน มีหลักการใช้งานเหมือนกัน เพียงแต่สัญลักษณ์ที่นำมาใช้ไม่เหมือนกันเท่านั้น พินอินใช้ตัวอักษรโรมัน เช่น a, b, c เป็นต้น มาเป็นตัวพยัญชนะและสระ คนส่วนมากจะคุ้นเคยกับตัวอักษรนี้อยู่แล้วไม่จำเป็นต้องท่องจำเพิ่มเติม ส่วนจู้อิน เป็นสัญลักษณ์พิเศษเฉพาะ ผู้เรียนต้องท่องจำตัวสัญลักษณ์จู้อินเพิ่มเติม

ในที่นี้จะขอใช้ พินอิน เป็นตัวอย่างในการอธิบายการออกเสียงภาษาจีนกลาง

ก่อนอื่นขอแนะนำพื้นฐานพินอินเบื้องต้นนิดหน่อยก่อน

      “พินอิน” คล้ายกับระบบประสมเสียงในภาษาไทย มีทั้ง พยัญชนะ (Shengmu เซิ้งหมู่) สระ (Yunmu อวิ้นหมู่) และ วรรณยุกต์ (Shengdiao เซิ้งเตี้ยว)

พยัญชนะ มี 21 ตัว ได้แก่ b (ปอ) p (พอ) m (มอ) f (ฟอ) d (เตอ) t (เทอ) n (เนอ) l (เลอ) g (เกอ) k (เคอ) h (เฮอ)
      ชุดเสียงลิ้นตรง ประกอบด้วย z (จือ) c (ชือ) s (ซือ)
      ชุดเสียงม้วนลิ้น ประกอบด้วย zh (จือ) ch (ชือ) sh (ซือ) r (ยือ)
      ชุดเสียงหน้าลิ้น ประกอบด้วย j (จี) q (ชี) x (ซี)

สระ มี 36 ตัว ได้แก่
      ชุดที่ 1 ประกอบด้วย a (อา) o (โอ) e (เออ) er (เออร์ – ม้วนลิ้น) ai (ไอ) ei (เอย) ao (เอา) ou (โอว) an (อัน) en (เอิน) ang (อาง) eng (เอิง) ong (โอง)
      ชุดที่ 2 ประกอบด้วย i (อี) ia (เอีย – มาจาก อี + อา) iao (เอียว) ie (เอีย – มาจาก อี + เอ) iou (อิว) ian (เอียน) in (อิน) iang (เอียง) ing (อิง) iong (อี+โอง)
      ชุดที่ 3 ประกอบด้วย u (อู) ua (วา) uo (อัว) uai (ไว) uei (อุย) uan (วาน) uen (อุน) uang (วาง) ueng (เวิง)
      และ ชุดที่ 4 ชุดนี้เวลาออกเสียงต้องทำปากกลม มี 4 ตัว ประกอบด้วย ? (อวี ) ?e (เอวีย) ?an (เวียน) ?n (วิน)

      หมายเหตุ: เสียง อวี ในชุดที่4 นี้เขียนไว้เป็นเพียงแนวทางใกล้เคียงเท่านั้น ความจริงตัวอักษรไทยไม่สามารถสะกดเสียงชุดที่ 4 นี้ได้ถูกต้อง

      วรรณยุกต์ ในภาษาจีนกลางมีทั้งสิ้น 4 เสียง คือ เสียงที่ 1(อ๊า) , เสียงที่ 2 (อ๋า) , เสียงที่ 3(อ่า) , เสียงที่ 4 (อ้า) และมีเสียงพิเศษอีก 1 เสียงคือ ชิงเซิงหรือเสียงเบา (อ๊ะ)

      เซิ้งเตี้ยว คือสัญลักษณ์เสียงที่อยู่บนตัวสระ ในที่นี้ยกตัวอย่าง เสียงสระ ‘อา’มาเป็นตัวอย่าง ส่วนเสียงเบา บนตัวสระ จะปล่อยว่างไว้ เป็นที่เข้าใจว่า เป็นเสียงเบา ไม่ต้องใส่สัญลักษณ์อะไรทั้งสิ้น

---หลักการใส่เซิ้งเตี้ยวบนสระ---

      ใส่บนตัวสระหลัก 6 ตัว a (อา) o (โอ) e (เออ) i (อี) u (อู) ? (อวี) เท่านั้น
ถ้าในพินอินมีสระหลายตัวให้ใส่เรียงตามลำดับดังนี้ a (อา) o (โอ) e (เออ) i (อี) u (อู) ? (อวี)

      หมายความว่า ถ้ามี a (อา)กับสระตัวอื่นให้ใส่ไว้บนตัว a (อา) ถ้ามี o (โอ) อยู่กับสระตัวอื่นที่ไม่ใช่ a (อา) ให้ใส่ไว้บนตัว o (โอ) เรียงไปแบบนี้ หรือเปรียบเทียบว่าสระทั้ง6ตัวนี้เป็นพี่น้องกัน มีa (อา)เป็นพี่ใหญ่ o (โอ)เป็นพี่รอง e (เออ)เป็นพี่สาม ไล่ไปตามลำดับ i (อี) u (อู) ? (อวี) เวลาได้ขนมมาชิ้นหนึ่ง(เซิ้งเตี้ยว) ถ้ามีพี่ใหญ่อยู่ด้วย พี่ใหญ่ก็จะแย่งเอาไป ถ้าพี่ใหญ่ไม่ใหญ่ไม่อยู่ แต่พี่รองอยู่กับน้องคนอื่นๆ ก็ถูกพี่รองแย่งไป

      ข้อยกเว้นในเวลาที่สระi (อี) u (อู)อยู่ด้วยกัน คือ ให้ใส่เซิ้งเตี้ยวไว้ที่ตัวหลังเท่านั้น ไม่ว่าตัวใดจะอยู่หน้าหรือหลัง

---เสียงพินอินบางเสียงที่ยากสำหรับคนไทย ---

      สำหรับคนไทยแล้ว การออกเสียงภาษาจีนกลาง นับว่ายากพอสมควร เพราะมีเสียงบางตัวที่ไม่มีในภาษาไทย แต่ก็ยังโชคดีที่มีเสียงอีกหลายๆตัวที่มีในภาษาไทย ต่อไปนี้จะขออธิบายเสียงที่ไม่มีในภาษาไทย เป็นเสียงซึ่งทำให้คนไทยไม่สามารถออกเสียงได้ชัด

เริ่มจากพยัญชนะ 21 ตัว ตัวที่คนไทยจะพบปัญหาการออกเสียงมีอยู่ 10 ตัว แบ่งเป็น 3 ชุด คือ

      z (จือ) c (ชือ) s (ซือ) เรียกว่า ชุด เสียงลิ้นตรง

      zh (จือ) ch (ชือ) sh (ซือ) r (ยือ) เรียกรวมว่า ชุดเสียงม้วนลิ้น

      และ j (จี) q (ชี) x (ซี) เรียกว่า ชุดเสียงหน้าลิ้น

 

      ความจริงแล้วทั้ง 10 ตัวนี้ ก็คือ เสียง จ.จาน ,ช.ช้าง และ ซ.โซ่ ที่แตกต่างกัน 3 ชุดนั่นเอง รวมเป็น 9 ตัว และมีตัว r (เป็นเสียงคล้าย ย.ยักษ์ อ่านว่า ยือ) อีก1ตัว รวมเป็น 10 ตัว

      การออกเสียงทั้ง 10 ตัวนี้ ถ้าออกเสียงแบบภาษาไทย จะไม่สามารถแยกความแตกต่างของเสียงลิ้นตรง z, c, s กับชุดเสียงม้วนลิ้น zh, ch, sh เช่น คำที่มีเสียง z (จือ) กับ zh (จือ) คนไทยจะอ่านเป็น จือ ทั้ง 2 ตัว

ความแตกต่างของทั้งสองชุดนี้ อยู่ที่ตำแหน่งลิ้นในขณะเริ่มพูด

      ตำแหน่งลิ้นของ z (จือ) c (ชือ) s (ซือ) ปลายลิ้นจะแตะอยู่ที่ด้านหลังของฟันบน ทำให้ลิ้นมีลักษณะเป็นแผ่นตรง จึงได้ชื่อว่า “เสียงลิ้นตรง” เมื่อพูดแล้วให้ปล่อยลิ้นออกไปตามสบาย (ถ้าแรกฝึกจะเอาปลายลิ้นนิดเดียวมาไว้ที่ใต้ฟันบนก็ได้ พอคล่องแล้วค่อยเลื่อนลิ้นกลับมาแตะหลังฟันบน พอพูดแล้วก็ปล่อยลิ้นไปตามสบาย)

      ส่วนตำแหน่งลิ้นของ zh (จือ) ch (ชือ) sh (ซือ) ในขณะเริ่มพูดปลายลิ้นจะม้วนขึ้นไปเกือบจะสัมผัสเพดานแข็ง (เพราะถ้าสัมผัสเพดานปากแล้ว ลมจากในลำคอจะออกมายาก ทำให้พูดไม่สะดวก) เมื่อพูดแล้วให้คงตำแหน่งลิ้นไว้จนกว่าจะพูดคำนี้เสร็จสิ้น ในชุดม้วนลิ้นนี้ให้ทำลิ้นม้วนอยู่กับที่อย่าเคลื่อนตั้งแต่เริ่มพูดจนถึงพูดเสร็จ เวลาพูดอย่าให้ลิ้นเลื่อน ต้องให้ลิ้นอยู่นิ่ง ๆ

      ส่วนชุดเสียงหน้าลิ้นอย่าง j (จี) q (ชี) x (ซี) เป็นชุดที่เสียงใกล้เคียงกับ เสียง จี, ชี และ ซี ในภาษาไทยมาก ต่างกันที่เสียงชุดหน้าลิ้นนี้ เวลาลมจากในคอถูกเปล่งออกมา ลมจะกระทบบริเวณหน้าลิ้น (หรือกลางลิ้น) ไม่ใช่ปลายลิ้น เวลาพูดให้แยกเขี้ยวพูดด้วย หรือจะเอาปลายลิ้นกดไว้ที่หลังฟันล่างด้วยก็ได้ เพราะเมื่อลิ้นกดไว้ที่ด้านหลังฟันล่าง บริเวณกลางลิ้นจะโก่งขึ้นมากระทบถูกลมในลำคอพอดี

ทั้งสามชุดนี้เวลาพูดจะมีเสียงลมออกมามาก ไม่ต้องกลัวน้ำลายกระเด็นนะครับ ส่งลมออกมาเยอะ ๆ

---เทคนิคการออกเสียงบางเสียงให้ชัดเจน---

      การจะออกเสียงภาษาจีนกลางได้ชัดเจน ขอให้ทำความเข้าใจวิธีการประสมเสียงพินอินก่อน พินอินมีเสียงเดี่ยวและเสียงประสม ในกรณีเสียงเดี่ยว คนไทยจะมีปัญหาเฉพาะการออกเสียงพยัญชนะหรือสระให้ถูกต้อง ส่วนในกรณีที่เป็นเสียงประสม วิธีการออกเสียงประสมคือ การพูดเสียงหน้า แล้วลากต่อมาเสียงหลัง ไม่ใช่รวบ 2 เสียงให้เป็นเสียงเดียวแล้วจึงพูดออกมาเสียงเดียว

      ตัวอย่าง เสียง xia (ยกตัวอย่างเป็นเสียงที่ 4 แปลว่า ด้านล่าง) กับคำว่า xie(เสียงที่4 แปลว่า ขอบคุณ) ทั้ง2เสียงนี้คนไทยมักออกเสียงเหมือนกัน เป็น “เซี่ย” ไม่รู้ว่าจะออกเสียงให้แตกต่างกันได้อย่างไร ถ้าเข้าใจวิธีการประสมเสียงพินอินแล้วก็จะไม่ยาก คำว่า xia ตัวนี้ให้อ่านว่า " ซี " (xi) แล้วลากเสียงต่อเนื่องมาที่ " อ้า " (a เสียงที่4) แล้วรวมกันให้เป็นพยางค์เดียว คือ " ซี + อ้า "

      ส่วนคำว่า xie (เสียงที่4 แปลว่า ขอบคุณ)ตัวนี้ให้อ่านว่า " ซี " แล้วลากเสียงต่อเนื่องมาที่ " เอ้ " แล้วรวมกันให้เป็นพยางค์เดียว คือ " ซี + เอ้ "

      คำว่า biao (ยกตัวอย่างเป็นเสียงที่ 3 แปลว่า นาฬิกา) ก็เช่นกัน คนไทยมักรวบเสียงเป็นเสียงเดียวว่า “เปี่ยว” ถ้าอ่านแบบการประสมเสียงพินอิน จะอ่านได้ว่า “ ปี +เอ่า” จะได้เสียงที่ชัดเจนกว่า

      สระตัวที่ 6 ? อ่านว่า อี (ทำปากกลม หรือปากจู๋พูด) หรือจะเรียกว่า “สระ อี ปากกลม” ก็ได้ เป็นเสียงที่ไม่มีในภาษาไทย แต่มีในภาษาฝรั่งเศส คนไทยที่ไม่รู้ฝรั่งเศสจึงมีปัญหาการออกเสียงนี้มาก

      เคล็ดลับที่จะออกเสียงตัวนี้ง่ายนิดเดียว ให้ทดลองออกเสียงคำว่า “อี” แล้วสังเกตรูปปากตนเอง จะเห็นได้ว่า รูปปากจะแบน ทีนี้ออกเสียง “อี” เหมือนเดิม แต่คราวนี้ให้ทำปากกลม จะได้เสียงสระตัวนี้ ตัวอักษรไทยไม่สามารถเขียนจำลองเสียงนี้ได้ถูกต้อง บางครั้งอาจเขียนว่า “อวี” แทน ซึ่งก็ยังไม่ใช่เสียงที่ถูกต้อง เสียงนี้หลายคนชอบออกเสียงเป็น สระ “อู” ซึ่งผิด ต้องออกเสียงเป็นสระอี เท่านั้น และทำรูปปากให้กลม

      xu ให้อ่านว่า “ซี” (แต่ต้องทำปากกลม)

      xue ให้อ่านว่า “ซี(ปากกลม) + เอ” แล้วออกเสียงให้ต่อเนื่องเป็นพยางค์เดียว เสียงที่ออกมาจะใกล้เคียงคำว่า “เซีย” แต่ครึ่งแรกของพยางค์นี้รูปปากจะกลม ครึ่งหลังของพยางค์นี้รูปปากจะแบน

      xuan คำนี้ให้อ่านว่า “ซี(ปากกลม) + อัน” แล้วออกเสียงให้ต่อเนื่องเป็นพยางค์เดียว เสียงที่ออกมาจะใกล้เคียงคำว่า “เซียน” แต่ครึ่งแรกของพยางค์นี้รูปปากจะกลม ครึ่งหลังของพยางค์นี้รูปปากจะอ้ากว้าง(เสียง “อัน”)

      xun คำนี้ขอให้เทียบกับเสียง xin (อ่านว่า ซิน(ปากแบน)) ให้ออกเสียง “ซิน” แต่ทำปากกลมแทนปากแบนเท่านั้น

      ทั้งสี่เสียงข้างบนนี้ เป็นเสียงประสมที่ครึ่งแรกของพยางค์เป็นรูปปากกลม ส่วนคำว่า xiong จะตรงกันข้าม คำนี้อ่านว่า “ซี(ปากแบน)+โอง(ปากกลม)” เสียงที่ออกมาจะใกล้เคียงคำว่า “ซง” แต่ครึ่งแรกของพยางค์นี้รูปปากจะแบน ครึ่งหลังของพยางค์นี้รูปปากจะกลม(เสียง “โอง”)

      อีกเรื่องหนึ่งที่อยากเน้นคือ เซิ้งเตี้ยว หรือ วรรณยุกต์ เสียงที่ 1 (อ๊า) , เสียงที่ 3(อ่า) และมีเสียงพิเศษอีก 1 เสียงคือ เสียงเบา (อ๊ะ)

      เสียงที่ 1 คือเสียงตรีในวรรณยุกต์ไทย ให้อ่านเป็น “อ๊า” ไม่อ่านว่า “อา” การอ่านเป็น “อ๊า” จะได้สำเนียงที่ไพเราะกว่า อ่านเสียง “อา” ตัวอย่างเช่น คำว่า ma1ma แปลว่า แม่ คำแรกเป็นเสียงที่1 อ่านว่า “ม้า” (อ่านเป็นเสียงตรีของไทย) ไม่อ่าน “มา” (เสียงสามัญของไทย) ส่วนคำหลังเป็นเสียงเบา อ่านว่า “หมะ”(เสียงสั้น) ไม่อ่านว่า “มา”(เสียงยาว) รวมกันแล้วให้อ่านว่า “ม้าหมะ” ไม่อ่านว่า “มามา”

      ลักษณะของเสียงเบา (อ๊ะ) คือ สั้นและเบา ถ้าเสียง 1 ถึง 4 มีความยาว และความดัง เท่ากับ 100% เสียงเบาก็จะออกเสียงที่มีความยาว และความดังเป็น 50% เหมือนคำว่า “ม้าหมะ” (แม่) ด้านบน

      เสียงที่ 3 (อ่า) ถ้าอยู่คำเดียวโดดๆ หรืออยู่ท้ายประโยค จะออกเสียงที่ 3 เต็มเสียง แต่ถ้าไม่ได้อยู่คำเดียวโดดๆและไม่อยู่ท้ายประโยคจะออกเสียง3ครึ่งเสียง การออกเสียง3ครึ่งเสียง ยกตัวอย่างคำว่า ni3 (อ่านว่า “หนี่” แปลว่า “คุณ”) เช่น “ni3 chi1” อ่านว่า “หนี่ ชื้อ” แปลว่า “คุณกิน”

      ส่วนการอ่านเสียงเสียงที่ 3 เต็มเสียง วิธีอ่าน ให้อ่านเสียง 3 ประมาณ 75% แล้วเอื้อนเสียงเป็นเสียงที่ 2 อีกประมาณ 25% (ตามทฤษฏี แล้วเอื้อนระดับเสียงขึ้นมาไม่ถึงเสียงที่2 แต่เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายๆ ก็ขอเรียกเป็นเสียงที่2) ให้อ่านว่า “หนี่” แล้วเอื้อนเสียงมาจบที่เสียง “หนี” โดยต้องอ่านเป็นพยางค์เดียว


--- เรื่องน่ารู้อื่นๆ ---


      จะอ้างอิงถึงตารางพินอินมากหน่อย คิดว่าผู้เรียนส่วนใหญ่ของมีตารางพินอินอยู่แล้ว ให้ดูตารางพินอินตามไปด้วย ส่วนผู้ที่ไม่มีตารางพินอิน ก็ไม่เป็นไร ยังสามารถอ่านได้เข้าใจเช่นกัน

คลิ๊กที่นี่ ตารางพินอิน

      เกี่ยวกับ พินอิน มีรายละเอียดอื่นๆ หรืออาจเรียกเป็นข้อยกเว้นบางอย่าง ดังนี้

      * แถวบนสุด กับแถวล่างสุด เป็นเสียงเดียวกัน แต่จะใช้แถวล่างสุดไปกำกับตัวอักษรจีน

      * i กับ y ให้มองเป็นตัวเดียวกัน ออกเสียงเป็น เสียง "อี" เหมือนกัน

      * ส่วน ? (มี2จุดอยู่ด้านบน) กับ yu ให้มองเป็นตัวเดียวกัน ออกเสียงเป็น เสียง "อี (ปากกลม) " เหมือนกัน

      * u กับ w ให้มองเป็นตัวเดียวกัน ออกเสียงเป็น เสียง "อู" เหมือนกัน

      * ตัวอักษร i ปกติ อ่านเป็นเสียง " อี " แต่เมื่อมาอยู่กับเสียงม้วนลิ้น zh, ch, sh และ r และ เสียงลิ้นตรง z, c, s รวม 7 ตัว จะอ่านเป็น zhi (จือ), chi (ชือ) , shi (ซือ) และ ri (ยือ) และ เสียงลิ้นตรง zi (จือ), ci (ชือ) , si (ซือ)

      * คำว่า er ออกเสียงโดยออกเสียง "เออ" ก่อน แล้วม้วนลิ้นทันทีขณะที่กำลังพูดเสียง "เออ" อยู่ เสียงนี้เป็นเสียงพิเศษของทางภาคเหนือของจีน ทางภาคใต้ของจีนไม่มีเสียงนี้ ถ้าผู้เรียนต่างชาติจะไม่ม้วนลิ้น ออกเสียงเพียง "เออ" ก็ยังสื่อสารรู้เรื่อง

      * เกี่ยวกับคำ you, wen และ wei 3
      หากผู้มีตารางพินอิน ดูในตารางจะเห็นว่า ในช่องแนวตั้งของคำว่า you (จะอยู่ในช่องที่ 2 ) เป็นช่องของเสียง "อิว" แต่สำหรับตัว you อ่านได้ว่า "โยว" หรือ "อิว" แล้วแต่การเน้นเสียงของแต่ละคน เพราะคำว่า "you" มาจาก y ( ซึ่งก็คือตัว i อ่านว่า อี) บวกับ ou (โอว) วิธีอ่าน ให้อ่านเสียง "อี" ก่อน แล้วต่อด้วยเสียง "โอว" เสียงที่ได้จะออกมาเป็นเสียง "โยว" แต่ถ้าพูดเน้นๆ อาจได้เสียง "อิว" ก็ได้ ดังนั้นจึงอ่านได้หลายอย่าง (ในตารางพินอินช่องแนวตั้งนี้บนสุดคือ ตัว "iou" ตัวล่างสุดคือตัว "you"อ่านเป็นเสียง "โยว" หรือ "อิว" เหมือนกัน)

      ในเมื่อช่องของคำว่า "you" อ่านเป็นเสียง "โยว" แต่ถ้ามีมีพยัญชนะ (คือพวก d, t, n, l เป็นต้น) นำหน้า จะอ่านเป็นเสียง "อิว" อย่างเดียวเท่านั้น ไม่อ่านเป็นเสียง "โยว" เช่น diu อ่านว่า "ติว" , niu อ่านว่า "นิว" เป็นต้น โดยมีการเปลี่ยนแปลงจากสระ"ou" มาเป็น "iu" เรื่องนี้จึงเป็นข้อยกเว้นของระบบพินอินอีกเรื่องหนึ่ง

      คำว่า wen และ wei ก็มีลักษณะเดียวกับ คำว่า you

      มาดูคำว่า wen ก่อน คำว่า "wen" มาจาก w ( ซึ่งก็คือตัว u อ่านว่า อู) บวกกับ en (เอิน) วิธีอ่าน ให้อ่านเสียง "อู" ก่อน แล้วต่อด้วยเสียง "เอิน" เสียงที่ได้จะออกมาเป็นเสียง "เวิน" ช่องของคำว่า "wen" นี้ (ในตารางพินอินช่องแนวตั้งนี้บนสุดคือ ตัว "uen" ตัวล่างสุดคือตัว "wen"อ่านเป็นเสียง "เวิน" เหมือนกัน)

      ถ้ามีพยัญชนะ (คือพวก d, t, n, l เป็นต้น) นำหน้า จะอ่านเป็นเสียง "อุน" เช่น dun อ่านว่า "ตุน" , lun อ่านว่า "ลุน" เป็นต้น โดยมีการเปลี่ยนแปลงจากสระ"en" มาเป็น "un"ตัวอย่างเช่น wen nuan อ่านว่า "เวิน หน่วน" แปลว่า "อบอุ่น" , คำว่า chun tian อ่านว่า "ชุน เทียน " แปลว่า ฤดูใบไม้ผลิ

      คำว่า wei ก็เหมือนกับคำว่า "wen" มาจาก w ( ซึ่งก็คือตัว u อ่านว่า อู) บวกกับ ei (เอย) วิธีอ่าน ให้อ่านเสียง "อู" ก่อน แล้วต่อด้วยเสียง "ei" เสียงที่ได้จะออกมาเป็นเสียง "เวย" ช่องของคำว่า "wei" นี้(ในตารางพินอินช่องแนวตั้งนี้บนสุดคือ ตัว "uei" ตัวล่างสุดคือตัว "wei"อ่านเป็นเสียง "เวย" เหมือนกัน)

      ถ้ามีพยัญชนะ (คือพวก d, t, n, l เป็นต้น) นำหน้า จะอ่านเป็นเสียง "อุย" เช่น dui อ่านว่า "ตุย" , tui อ่านว่า "ทุย" เป็นต้น โดยมีการเปลี่ยนแปลงจากสระ"ei" มาเป็น "ui"

      * สัญลักษณ์วรรณยุกต์เสียงบนตัวพินอิน ที่เรียกว่า "เซิ้งเตี้ยว" (sheng diao) จะใส่ไว้บนสระ 6 ตัวเท่านั้น โดยเรียงตามลำดับ a, o, e, i, u และ ? (มี2จุดอยู่ด้านบน) ไม่ว่าจะมีสระอยู่ในคำพินอินนั้นกี่ตัว เปรียบเหมือน a เป็นพี่ใหญ่ o เป็นพี่สอง e เป็นพี่สาม เมื่อมีขนมหรือของเล่น พี่ใหญ่ จะยึดไปก่อน ถ้าพี่ใหญ่ไม่อยู่ ก็ถึงคราวพี่รอง แต่มีข้อยกเว้นว่าถ้ามี i กับ u อยู่ติดกันไม่ว่าจะ iu หรือ ui จะใส่ไว้ตัวหลังทั้งหมด

วิธีเขียนพินอิน

      * ถ้าเรียงยาวเป็นประโยค จะเหมือนภาษาอังกฤษ คือตัวอักษรตัวแรกจะเป็นตัวใหญ่ (Capital Letter) เช่น Ni hao ma?

      * ชื่อคน ตัวแรกของแซ่ ใช้ตัวใหญ่ และตัวแรกของชื่อก็ใช้ตัวใหญ่ เช่น Liu Dehua

      * คำว่า wo อ่านว่า "อั่ว" แปลว่า "ฉัน" นักเรียนหลายคนมักถามว่า ตกลงอ่านว่าอย่างไรกันแน่ เพราะได้ยินบางคนออกเสียงเป็น "หว่อ" เรื่องนี้ถ้าเข้าใจการสะกดเสียงแบบพินอินแล้ว จะไม่มีปัญหา คำนี้มาจากเสียง w (อ่านว่า อู ) รวมกับเสียง o (อ่านว่า โอ) โดยเริ่มออกเสียง "อู" ก่อน แล้วต่อด้วยเสียง "โอ" รวมกันแล้วจะได้เสียง "อัว" ผันเสียงที่ 3 ก็จะเป็น "อั่ว"

 
< Prev   Next >
© 2009 Dict2U
www.dict2u.com Online Chinese Dictionary